การจัดการทรัพย์สินส่วนบุคคล

การจัดการทรัพย์สินส่วนบุคคลที่ยกตัวอย่างแหล่งที่มาจาก ทรัพย์สมบัติบรรพบุรุษ หรือเป็นทรัพทย์สมบัติที่ได้สร้างขึ้นเอง อาจมีการแลกเปลี่ยนได้มาจากแรงกาย ความคิด ได้จัดสรรให้เกิดสถาพคล่องตลอดการถือครอง

     การจัดการทรัพย์ส่วนบุคคลนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่บุคคลนั้นๆควรมีพื้นฐานในเชิงความคิด วิเคราะห์ ซึ่งอาจระบุอยู่ในบรรทัดฐานการดำรงชีพเลยก็ได้ โดยที่การแลกเปลี่ยนสำหรับมนุษย์หนึ่งคนต้องมีคือ ความรู้ ทรัพย์สินทางปัญญาแล้วนำสิ่งนี้ทำการแลกเปลี่ยนเป็นเงินตรา จึงเกิดเป็นสินทรัพย์ในการถือครอง ทั้งนี้การจำแนกให้สอดคล้องจำเป็นต้องจัดสัดส่วนทรัพย์สินดังต่อไปนี้

  1. รายรับที่ได้เปลี่ยนเป็นทรัพย์สินหรือเงินที่ได้รับประจำทุกๆเดือน
  2. ปริมาณหนี้สินที่ต้องพึงจ่าย
  3. ปริมาณหนี้สินที่ผ่อนชำระ
  4. ทรัพย์สินที่ทำการแบ่งสัดส่วนเพื่อการลงทุน

รายรับที่ได้เปลี่ยนเป็นทรัพย์สินหรือเงินที่ได้รับประจำทุกๆ เดือน

ถ้าทำให้เกิดความเข้าใจที่มากขึ้นจากสิ่งที่กล่าวมาข้างต้น โดยทั่วไปก็เรียกสิ่งนี้ว่าเงินเดือน สิ่งนี้ที่เราได้รับอาจเป็นเพราะ เราใช้แรงกายเพื่อแลกเปลี่ยนเป็นเงินตรา และรายรับกับการดำเนินชีวิต สิ่งที่ควรคู่ขนานกันบนโลกใบนี้ยิ่งถ้า2สิ่งเกิดความสมดุลชิวิตของท่านก็จะมีความสุข 2สิ่งนี้ไม่ควรจะเอนเอียงไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง
การจัดการรายรับ จำเป็นต้องคำนึงถึง 4 ส่วน ดังนี้

  1. 10%ของเงินเดือนให้กับการออม
  2. ปัจจัย 4 ตั้งต้นไปจนถึงความมั่งคั่ง ที่ช่วยให้บังคับกำหนดบรรทัดฐานของรายรับ (กินเพื่ออยู่ ไม่ใช่อยู่เพื่อกิน)
  3. จากข้อ 2 ในเมื่อรายรับไม่สอดคล้องกับยอดที่พึ่งจ่าย  *ส่วนนี้จะเป็นตัวกำหนดว่า ควรเพิ่มรายรับ หรือ ลดทอนรายจ่าย ซึ่งขึ้นอยู่กับกำลังกายของแต่ละบุคคล
    *ส่วนนี้ต้องกำหนดเป็นยอดรายจ่ายตั้งต้น ((รายรับ – 10%ของเงินเดือน)- ปัจจัย 4 ตั้งต้น = ยอดเงินคงเหลือ )
    *กรณียอดเงินคงเหลือติดลบให้ทำการวิเคราะห์ว่า จะเพิ่มรายรับหรือลดทอนรายจ่ายของปัจจัย 4

ปริมาณหนี้สินที่ต้องพึงจ่าย

ปริมาณหนี้สินที่ต้องพึงจ่าย คือ หนี้ที่เกิดจากสัญญาระบุ ซึ่งมีการกำหนดระยะเวลาและกำหนดยอดที่ตายตัว ได้แก่ ค่าสาธารนูปโภค คมนาคม
*ส่วนนี้ต้องกำหนดเป็นยอดรายจ่ายรอง (ยอดคงเหลือ – หนี้สินพึ่งจ่าย = ยอดเงินลงทุน)
*กรณียอดเงินลงทุนติดลบให้ทำการวิเคราะห์ว่า จะเพิ่มรายรับหรือลดทอน,ยกเลิก หนี้ที่ต้องพึงจ่าย

ปริมาณหนี้สินที่ผ่อนชำระ

ปริมาณหนี้ที่ผ่อนชำระ คือ หนี้ที่เกิดจากสัญญาระบุ ซึ่งมีการกำหนดระยะเวลาแบบยืดหยุ่นได้โดยการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้กับผู้ให้กู้ ได้แก่ หนี้ชำระบ้าน หนี้ชำระรถยนต์ หนี้ชำระรถจักรยานยนต์ โดยสามารถยืดเวลาชำระยอดรวมให้เฉลี่ย งวด/เดือน ออกไปให้นานขึ้น
ข้อดี = ลูกหนี้จะเกิดสภาพคล่อง
ข้อเสีย = ยอดหนี้ที่เพิ่มขึ้นจากการเก็บดอกเบี้ยรายเดือนจากส่วนเพิ่มขยาย
*ส่วนนี้ต้องกำหนดเป็นยอดรายจ่ายขั้นสุดท้าย (ยอดเงินลงทุน – หนี้ที่ผ่อนชำระ =  เงินที่นำไปลงทุน)
*กรณียอดเงินที่นำไปลงทุนติดลบให้ทำการวิเคราะห์ว่า จะเพิ่มรายรับ หรือจะปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อนำเงินไปลงทุน จะทำให้เกิดสภาพคล่องและเพิ่มรายได้อย่างยั่งยืน

ทรัพย์สินที่ทำการแบ่งสัดส่วนเพื่อการลงทุน

การแบ่งสัดส่วนเพื่อให้เกิดสภาพคล่องนั้นควรกำหนดสัดส่วน 1/3 ของรายรับ(รายรับ/3 = เงินที่นำไปลงทุน)
—                                                          —                                                                       —
การเปรียบเทียบสัดส่วนระหว่าง
(ยอดเงินลงทุน – หนี้ที่ผ่อนชำระ = เงินที่นำไปลงทุน) = (รายรับ/3 = เงินที่นำไปลงทุน)
*เพื่อให้เกิดสภาพคล่องต่อการจัดการการเงินสัดส่วนที่น่าจะเป็นควรมีราคาใกล้เคียงหรือเท่ากัน

ใส่ความเห็น